บอกว่าจะมาอัพบ่อยๆ

แล้วก็หายหัวไปเลย เลวจริงๆ เลยแก

(ด่าตัวเอง ดีกว่าให้คนอื่นด่า อ่า...ชื่นใจ)

- - -

คุยกันก่อนแล้วค่อยโชว์งาน

- - -

ช่วงที่หายไปก็ไปเขียนสารคดีส่งอาจารย์มาแหละ

หนุกหนานกันสุดๆ

ว่างๆ ก็เล่นไพ่ ดูหนัง วันนี้ก็นัดเจอกันที่ดาดฟ้าหอเพื่อน

อาทิตย์นี้ว่าง รีบใช้ให้คุ้มค่า

- - -

โดยแซวอ่ะ ว่าสงสัยช่วงนี้ว่างจัด

ปรับตัวไม่ทัน ปวดหัว ปวดตาตลอดเลย

หรือไม่ก็ เอ็ม 150 มั๊ยล่ะ นอนมากเดี๋ยวเพลีย

อ่ะจ้า...ก็ว่ากันไป

- - -

มิตตี้ย้ายทีมไปอยู่ นิวฯ แล้ว

แต่ยังขี้เกียจเปลี่ยน Theme อ่ะ แปะไว้ก่อนละกัน

ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเปลี่ยนมิตตี้กะทีมนิวฯ

หรือจะโละมิตตี้ดี

- - -

อ่ะมาอ่านงานสารคดีของหนูเบนกันดีกว่า

อาจารย์ให้เขียนภายใต้หัวข้อ เรื่องเล่าจากแม่

เห็นว่าช่วงนี้ใกล้วันแม่แล้วด้วย

ก็เลยเอามาลงให้ลองอ่านกันดู ได้ B+ นะชิ้นนี้

ถ้าคนชอบอ่านงานแนวสารคดีอาจจะแย้งว่า

"เขียนแบบนี้ได้ตั้งบีบวกเลยเหรอ"

เอาน่า...ฝึกหัดเท่านั้นเอง

- - -

เรื่องเล่าจากแม่ : รอยเกวียนตีนควาย

ทางลูกรังสีแดงเข้ม ฝุ่นคลุ้งขึ้นทุกครั้ง

เมื่อมีควายเทียมเกวียนบรรทุกข้าวของและผู้คนผ่านทางมา

ก่อนที่ละอองสีแดงจะค่อยๆทิ้งตัวลงไปสงบนิ่งอยู่กับพื้นสีแดงเข้ม

ที่ทอดยาวคดเคี้ยวลับไปในมุมโค้งสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้า

ทิ้งไว้แต่เพียงรอยตีนควายผู้ลากจูงและรอยเกวียนเป็นเส้นยาวตามทางไปจนสิ้น

เสียงเพลาเกวียนที่เสียดสีกับล้อเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

คลอไปกับเสียงสายลมและใบไม้หวีดหวิว...

จะไม่มีเด็กรุ่นหลังคนใดได้เห็นและได้ยินมันอีกแล้ว

ถนนดินเลาะรั้วไม้สูงเพียงเอวที่เต็มแน่นไปด้วยต้นดอกดาวกระจาย

ดาวเรืองและบานไม่รู้ โรย ปิดแน่นจนแทบมองไม่เห็นตัวรั้ว

ทางที่เธอขี่จักรยานส่งลูกสาวตัวน้อยไปโรงเรียนอนุบาลทุกวัน

ทางที่เธอจูงลูกสาวลูกชายออกไปซื้อขนม

รอยเท้ารอยล้อรถนับหมื่นนับพันกำลังทาบทับลงบนผืนดิน

กลบกลืนรอยเลื่อนล้อเกวียนนับพันนับหมื่นรอยที่จารึกลงในกาลก่อน

เธอเฝ้าตอบคำถามช่างสงสัยของลูกๆอย่างไม่รู้เบื่อ

ทั้งที่ตอบมาแล้วไม่รู้กี่สิบครั้ง

แม่ เกวียนไม่ใช้น้ำมันแล้วมันวิ่งได้ยังไง

ก็ใช้ควายไงลูก แล้วถ้าหนูไม่ตั้งใจเรียน หนูก็จะเป็นควายต้องลากเกวียน

ทุกคำอธิบายของเธอมักแฝงไปด้วยคำสอนเสมอ

ไม่เอา หนูตั้งใจเรียน หนูไม่ลากเกวียน

เด็กน้อยไม่เคยหมดความสงสัยไปจากสมองน้อยๆ

ทว่าเธอก็ไม่เคยจนคำอธิบายเช่นกัน แม้ต้องคอยบอกซ้ำๆว่า

เกวียนเรียกเป็นเล่มนะลูก ไม่ใช่เป็นคันแบบรถ ลูกสาวพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน

ก่อนจะไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังอย่างออกรสว่า

ที่บ้านย่าเราก็มีเกวียนแต่คันเล็กกว่าที่บ้านยาย 

แล้วสุดท้ายเธอก็ต้องเล่าให้ลูกรวมทั้งเพื่อนๆ ของลูกฟังว่า

ทำไมเกวียนบ้านย่าจึงคันเล็กกว่ายาย

แถบเมืองนครสวรรค์มักจะใช้ควายเทียมเกวียน

แต่แถบตากฟ้า ตาคลี รวมทั้งบ้านหมี่ซึ่งเป็นบ้านย่าใช้วัวเทียมเกวียน

ส่วนเกวียนที่เล็กและแคบกว่าบ้านยายนั้นเรียก กระแทะ

แล้วสุดท้ายวันนั้นก็จบลงด้วยการที่เด็กๆ ส่งเสียง

ทูน ถัด และ ยอ ใส่กันอย่างสนุกสนาน

เพราะเป็นคำที่เธอสอนว่าใช้บังคับให้ควายเดินชิดใน ชิดนอกและหยุด นั่นเอง

เด็กน้อยวัยไล่เลี่ยกันสองคนกำลังนั่งอยู่บนเกวียน

ที่จอดสงบนิ่งไว้ที่บ้านไม้ยกพื้นใต้ถุนสูง บนนั้นอุดมไปด้วยกระบุง

กระจาดชำรุดที่รอวันนำไปทิ้ง แต่ก็ยังพอเหลือที่ว่างให้คนตัวเล็กอีกสองคน

คนน้องกำลังสนุกสนานกับหมากเก็บ คนพี่พยายามปีนไปที่ไม้ธูป

ส่วนที่เป็นยื่นออกจากตัวถังเกวียนใช้เทียมควาย

หนุ่มน้อยดูจะชอบเกวียนมากเป็นพิเศษ

เพราะคืนนั้นเขาขอให้แม่ซื้อเกวียนแบบที่วิ่งได้ไว้ให้ขี่เล่น

เสียงของเธอฟังดูอ่อนหวานเมื่ออธิบายว่าไม่มีเกวียนที่วิ่งได้อีกแล้ว

เพราะบ้านเราไม่มีควายและเดี๋ยวนี้ไม่มีใครขี่เกวียนอีกแล้ว

ทุกคนหันไปใช้รถยนต์กันหมด ใครๆ ก็ชอบของใหม่ทั้งนั้น

แล้วยายเก็บเกวียนไว้ทำไม มันใช้ไม่ได้แล้ว 

ลูกสาวที่เล่นอยู่ใกล้ๆ ถามขึ้นหลังคำ อธิบาย เธอนิ่งไปนิดก่อนจะตอบ

ที่ยายเก็บเกวียนเล่มนี้ไว้เพราะเป็นสมบัติของคุณตา

ท่านใช้เกวียนนี้ขนของย้ายบ้านมาจากจังหวัดอุทัยธานี

เมื่อถึงหน้านาเกวียนนี้เคยช่วยบรรทุกข้าวปลูกและข้าวเปลือกมามาก

หมดหน้านาก็ยังขนฟืนขนถ่านไปขายในตลาดอย่างซื่อสัตย์

เป็นพาหนะที่ช่วยเลี้ยงปากท้องตายายมานานหลายสิบปี

แต่เกวียนก็เป็นเหมือนสิ่งอื่นๆ เหมือนกับตลับเทปที่ถูกแทนด้วยแผ่นซีดี

และแผ่นซีดีกำลังจะถูกแทนด้วยแผ่นดีวีดี เหมือนพิมพ์ดีดถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์

เหมือนจักรยานถูกแทนที่ด้วยรถจักรยานยนต์ เหมือนคนบางคนถูกแทนที่ด้วยใครบางคน

...เกวียนก็เป็นเหมือนสิ่งอื่นๆ ที่ถูกแทนที่ด้วยรถยนต์

แล้ววันหนึ่งมันจะถูกสายลมแห่งกาลเวลาพัดพาจนร่องรอยที่เคยมีจืดจางลง

ทิ้งไว้แต่ภาพทรงจำสำหรับคนเคยใช้และสำนึกในบุญคุณของควายของเกวียน

เหลือเพียงซากล้อเกวียนจากนักสะสมของเก่าไว้ให้เรารำลึกถึงความรุ่งโรจน์ช่วงหนึ่งของมัน

ทางลูกรังสีแดงเข้ม ฝุ่นคลุ้งขึ้นทุกครั้ง

เมื่อมีเมื่อแรงไถลจากการวิ่งกลับไปกลับมาบนทางแคบๆ

ก่อนที่ละอองสีแดงจะค่อยๆทิ้งตัวลงไปสงบนิ่งอยู่กับพื้นสีแดงเข้ม

ที่ทอดยาวคดเคี้ยวลับไปในมุมโค้งสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้า

แล้วคลุ้งขึ้นอีกครั้งเมื่อคนวิ่งยังไม่หยุดวิ่ง เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน

ปนเสียงกรีดร้องโวยวายยามเกมกีฬาที่เล่นอยู่ไม่ได้ดั่งใจ

ดังลอยไปกับสายลมแผ่วเบาพอให้ใบไม้ไหว

เธอยืนมองเด็กน้อยสองคนที่บัดนี้กลายเป็นหนุ่มน้อยสาวน้อยจากในรั้วบ้าน

...ทางเกวียนกลายเป็นสนามประลองแบดมินตันให้สองพี่น้องไปเสียแล้ว...

Comment

Comment:

Tweet

โอ๊ะโอ้ว เด็ทไม่ได้เข้าเน็ทมาพักนึงเลยไม่ได้มาเยื่ยมกันซะนานเลยจ้า

ทำรายงายส่งแล้วก็พักมากๆล่ะครับไม่งั้นเดี๋ยวจะน๊อคตอนไปเรียนวิชาอื่นๆ เสร็จเลย ฮ่าๆๆ

ปล. ผมยังไม่ได้อัพบลอคแบบ มีสาระเลยครับ มีแต่ลงข่าวของวงตัวเองเอาไว้ว่ากำลังจะบันทึกเสียง วันที่19 สค.นี้

แหะๆ ครั้งนี้ได้ พี่เต็น ธีระภัค มณีโชติ เป็นคนดูแลงานให้ครับ

ไม่รู้ว่าจะออกมาดีแค่ไหน(ในส่วนพวกผมนะ) แต่ตั้งใจเต็มที่ครับ หนทางที่ผมลำบาก กัดฟันเดินมาบนทางสายดนตรี หลายครั้งที่แทบร้องให้เลย วันนี้มีโอกาส เลยขอสักทีครับ
เปลี่ยนทีมแล้วเหรอจ๊ะ
มาทักทายจ้า..........เขียนเรียงความได้ดีจังเลย.......
...
วันหลังเขียนนิยายให้อ่านบ้างน้า

#2 By GoddessIsis on 2007-08-16 13:13

โอ้...แม่มดไม่ค่อยชอบหยุดยาวตอนนี้เท่าไรเลย แต่ก็ยังขอบคุณวันหยุดที่ทำให้ได้เจอแมวน้อย เหอๆ

พี่นางฟ้าเองก็พักผ่อนเยอะๆนะคะ (ไม่รุมาเยี่ยมตอนนี้พี่นางฟ้าเปิดยังอะ แหะๆ)

อ่านเรื่องสั้นแล้วมันสะท้อนใจยังไงก็ไม่รู้นะคะ...เวลาเปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยน

มาคิดๆดูแล้ว บางสิ่งที่ความเจริญทำมันเลือนหายไปกับอดีต แม่มดก็ยังอยากจะเจอ อยากจะใช้มันอยู่เหมือนกัน อยากเห็นด้วย แต่มันก็ไม่มีให้เห็นให้ใช้แล้วอะงับ - -"

#1 By แม่มด on 2007-08-16 12:51